เป็นเรื่องราวที่ผมได้ไปเมืองไทยครั้งแรก

เป็นเรื่องราวที่ผมได้ไปเมืองไทยครั้งแรก

thai_deai_phวันที่ 14 มีนาคม 1992 ผมไปที่เมืองไทยครั้งแรกด้วยภารกิจ 2 อย่าง อย่างแรกคือผมจะไปพบเพื่อนคนไทยชื่อ “เอดี้” ซึ่งเคยทำวงดนตรีด้วยกันที่ร้านอาหารไทยและไนท์คลับในย่านชินจุกุ และอีกอย่างหนึ่งคือ ผมจะไปช่วยเพื่อนตามหาคุณแม่ เพื่อนผมคนนี้เธอชื่อ “มาลี”
วันที่ 15 มีนาคม 1992 ผมได้ไปอัดเทปเพลงสำหรับโฆษณารถยนต์กับเอดี้และครูโรจน์ (รุ่งโรจน์ ดุลลาพันธ์) แต่ตกกลางคืนผมเกิดไข้ขึ้นสูง และท้องเสียอย่างฉับพลัน เลยได้ไปนอนในโรงพยาบาลใกล้สถานีศาลาแดง

วันรุ่งขึ้น วันที่ 16 มีนาคม ผมออกจากโรงพยาบาล 4 ทุ่ม เนื่องจากเป็นโรงพยาบาลเอกชน ค่ารักษาพยาบาลเลยสูงถึง 3,000 บาท ถึงแม้หมอจะอยากให้อยู่ดูอาการอีก 1 คืน แต่ผมก็นั่งแท๊กซี่กลับในวันนั้นเลย

วันที่ 18 มีนาคม ผมได้ทำภารกิจอีกอย่างหนึ่งคือ การไปตามหาแม่ของมาลี ตอนนั้นมาลีอายุ 23 ปี เธออยู่ญี่ปุ่นมาตลอด 5 ปีโดยไม่มีวีซ่า ตอนมาลีอายุ 18 ปี มาลีออกจากนครราชสีมามาอยู่กรุงเทพ แล้วต่อจากนั้นก็ย้ายมาอยู่ญี่ปุ่นเลย เธอไม่ได้เจอแม่นานมาก ๆ

มาลีไม่รู้ข่าวคราวของแม่เลย ไม่รู้แม้กระทั้งว่ายังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า มีข้อมูลอย่างเดียวคือว่า คุณแม่อาศัยอยู่ในสลัมคลองเตยกับคนดูแล 1 คน และก็ไม่รู้ว่าเป็นข้อมูลจริงหรือเปล่า
มาลีมีของสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ รูปถ่ายคู่กับพ่อในตอนที่มาลีอายุ 12 ปี ในวันนั้นมาลีตั้งใจจะไปซื้อกับข้าวที่ตลาดกับพ่อ แต่กลับไปถ่ายรูปกับพ่อที่ร้านถ่ายรูปใกล้ตลาด สรุปว่าไม่ได้ซื้อกับข้าวกลับมาบ้าน ทำให้แม่มาลีโกรธมาก ๆ แต่มาลีก็คิดอยู่เสมอว่าดีที่ได้ถ่ายรูปในวันนั้น เพราะหลังจากนั้นไม่นาน พ่อของมาลีก็เสียชีวิต รูปนั้นเป็นรูปของพ่อใบเดียวเท่านั้นที่มาลีเก็บไว้ มาลีกำพร้าพ่อ และอาศัยอยู่กับแม่อย่างเรียบง่ายที่นครราชสีมา ความสุขของมาลีคือ การได้ไปดูทีวีของเพื่อนบ้านในตอนค่ำ ซึ่งมีเครื่องเดียวในหมู่บ้าน แต่ลูกของเพื่อนบ้านชอบใช้มาลีไปซื้อขนม มาลีอยากดูทีวีทุกวัน เลยต้องออกไปซื้อขนม ทางก็มืดสนิท มาลีกลัวจนร้องไห้ แล้ววิ่งกลับมาแบบสุดชีวิต แต่พอมาถึงหน้าทีวีก็ทำตัวร่าเริงปกติ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

มาลีได้ช่วยเหลือผมหลายอย่าง และได้ฟังเรื่องราวตอนมาลีเป็นเด็กมากมาย ทำให้ผมอยากตามหาแม่ให้มาลี แต่ในตอนี้ผมมีแค่รูปแม่ของมาลี 1 ใบ และต้องตามหาแม่ในสลัมคลองเตย เพื่อน ๆ ผมก็บอกว่าสลัมคลองเตยใหญ่มาก เป็นไปไม่ได้ที่จะหาแม่พบ แต่ผมสังหรณ์ใจบางอย่างว่าจะหาเจอ

ในเวลาเช้า ผมได้โบกแท๊กซี่ แล้วยื่นกระดาษที่เขียนด้วยภาษาไทยว่า “ไปคลองเตย” ถึงผมพูดคำว่าคลองเตยได้ แต่คนขับแท๊กซี่ก็ไม่เข้าใจสำเนียงของผมอยู่ดี ผมเลยใช้วิธีเขียนลงในกระดาษแบบนี้แหละครับ พอไปถึงคลองเตย ผมเอารูปแม่และกระดาษที่เขียนว่า “รู้จักผู้หญิงที่อยู่ในรูปหรือเปล่าครับ” ไปถามแต่ละบ้าน และถามคนผ่านไปผ่านมา หลังที่ตามหามา 3ชั่วโมงครึ่ง ผมก็ได้พบหญิงชราผอม ๆ คนหนึ่ง เศษดินติดอยู่ที่เท้าทำให้ท่าเดินเหมือนเดินไม่ค่อยสะดวก เสื้อเปรอะเปื้อนไปด้วยดินสีเหลือง ๆ รอยเหี่ยวย่นเต็มหน้า หญิงชราคนนั้นอาศัยอยู่ในบ้านที่มืดและแคบมาก จานข้าวมีแมลงตอมมากมาย ใช้น้ำที่ซักผ้าแล้วมาล้างจาน ตั้งแต่เกิดมาผมไม่เคยเห็นความจนแบบนี้มาก่อน ผมตกใจและสงสารจนแทบจะร้องไห้ออกมา หญิงชราคนนี้คือ แม่ของมาลีครับ แม่บังเกิดเกล้าของมาลีจริง ๆ ผมได้ทำภาระกิจตามหาแม่ของมาลีที่คลองเตยสำเร็จแล้วครับ

ผมรีบโทรศัพท์ไปญี่ปุ่นเพื่อบอกข่าวดีกับมาลี แล้วผมก็ซื้อเสื้อผ้า รองเท้า แว่นตา และให้เงิน 1000 บาทให้แม่ของมาลี ผมมีเงินติดตัวกลับที่พักเพียง 300 บาท การพบแม่ของมาลีครั้งนี้ต้องให้เครดิตกับคุณป้าเอ๋ และคุณป้าลดา ที่ช่วยตามหาแม่ของมาลีให้ ในตอนนั้นผมแอบเคืองเพื่อนสนิทของผมที่ไม่ได้ช่วยตามหา ผมเลยเขียนในไดอารี่ว่า “จริง ๆ แล้วเรื่องแบบนี้มีผมคนเดียวที่ทำได้” , “ สิ่งสำคัญอย่างแรกคือ การทำอะไรได้ด้วยตัวเอง” แต่ในตอนนี้เพื่อนก็ยังเป็นเพื่อนผมอยู่เสมอมา
เมื่อกว่า 5 ปีก่อน มาลีกลับไทยไปเรียนมหาวิทยาลัย และได้เรียนจบแล้วครับ ในวันที่ 30 ธันวาคม 2000 มาลีได้แต่งงานกับทนายหนุ่มชาวนิวซีแลนด์ ได้ข่าวว่างานแต่งงานของเธอจัดอย่างหรูหรา แขกที่มาก็มาจากนิวซีแลนด์ และอังกฤษ มาลีมีความสุขมาก เพราะข้างกายของมาลีก็มีแม่อยู่ตลอดเวลา

ผมได้ไปเมืองไทยมากว่า 10 ครั้ง และทุกครั้งก็ไม่ลืมที่จะนึกถึงเรื่องตามหาแม่ของมาลี สลัมคลองเตยถึงจะร้อน และเหม็น แต่ผมก็ได้เห็นความใจดี และความมีน้ำใจของคนไทยที่ผมไม่มีวันลืมจริง ๆ

PAGE TOP